วีรกรรมดอนแตง

0
397

     ยามเมื่อฟังเพลงวีรบุรุษดอนแตงทีไรผมขนลุกทุกที วันนี้ผมมาหาเพื่อน แถวดอนแตง (พากันไปดูวัด “ศิลาเลข” โบราณสถานของบ้านท่าหมากเฟือง) ก็ควรจะจดหมายเหตุให้ชาวหนองคายรู้จักดอนแตงใช่ไหม? จริงแล้วเหตุการณ์ครั้งนี้ บิดาผม มีส่วนเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย เพราะท่านเป็นคนหนึ่งที่พยายามเจรจา เพื่อขอศพ นปข คืนจากลาว ท่านข้ามเรือไปเป็นการส่วนตัว และถูกไล่ยิงมา จนเสียรองเท้าไปหนึ่งข้าง ผมอยากจะเล่าด้วยตัวเอง  เพราะได้ยินเรื่องนี้มาแต่เล็ก แต่ผมเห็นว่า “น.อ.วิพันธุ์ ชะมะโชติ” ท่านเล่าดีแล้วแบบช๊อต ต่อ “ช๊อต” ขอจดหมายเหตุแล้วกันครับ

ย้อนหลังไปเมื่อ ๑๗ พ.ย.๒๕๑๘ ที่สถานีเรือตรวจการณ์ตามลำแม่น้ำโขง อำเภอศรีเชียงใหม่  เรือเอกเทิดศักดิ์ ซึ่งทำหน้าที่ผู้บังคับหมู่เรือ นปข. จังหวัดนองคาย ได้รับแจ้งจากสายข่าวว่า จะมีการลักลอบขนอาวุธและยุทธปัจจัยข้ามมาจากฝั่งลาวบริเวณอำเภอท่าบ่อ จังหวัดหนองคาย  ในเขตบ้านกองนาง เพื่อนำไปสนับสนุนกองกำลังของผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ ซึ่งในขณะนั้นพื้นที่หลายแห่งในเขตภาคอีสานยังเป็น “พื้นที่สีแดง” ที่ถูกคุกคามจากกองกำลังพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ภารกิจหนึ่งของหน่วยปฏิบัติการตามลำแม่น้ำโขงกองทัพเรือ จึงเป็นการสกัดกั้นขัดขวางมิให้ฝ่ายตรงข้ามเคลื่อนไหวสนับสนุนผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ในเขตไทยได้อย่างที่ต้องการ ครั้นถึงเวลาเก้าโมงเช้า   เรือตรวจการณ์ลำน้ำหมายเลข 123  หรือเรือ ล.123  ซึ่งมีเรือตรีโชติ  แทนศิริ  ทำหน้าที่ควบคุมเรือ พันจ่าตรีปรัศน์  พงษ์สุวรรณ  ทำหน้าที่พันจ่าประจำเรือและเป็นผู้ถือท้าย จ่าตรีบัญญัติ  มากุล  ทำหน้าที่จ่าปืน  และมีจ่าพรรคกลินอีก 1 นาย ทำหน้าที่เป็นช่างกลประจำเรือ เรือตรวจการณ์ลำน้ำ หมายเลข 123  หรือเรือ ล-123 ซึ่งมีความกว้าง 11 ฟุต  ยาว 31 ฟุต กินน้ำลึก 2 ฟุต  ระวางขับน้ำเต็มที่ 7.5 ตัน ได้แล่นสังเกตการณ์ความเคลื่อนไหวของฝ่ายตรงข้ามอยู่ในเขตไทยโดยหันกราบขวาเข้าหาฝั่งลาว จนกระทั่งในเวลา 12.53  ขณะที่เรือตรวจการณ์ ฯ 123  แล่นไปถึง “ดอนแตง” กำลังของฝั่งตรงข้ามซึ่งปักหลักอยู่บนฝั่งลาวได้ระดมยิงข้ามแม่น้ำเข้าใส่เรือ ล-123  โดยเป็นการระดมยิงด้วยอาวุธหนักจากฐานที่ตั้งยิง 5 จุด เรือ ล-123  จึงรีบเบนเข็มและเร่งความเร็วแล่นหลบวิถีกระสุนมุ่งลงสู่ทิศใต้พร้อมกับวิทยุขอความช่วยเหลือ แจ้งสถานการณ์ฉุกเฉินไปยังสถานีเรือ อำเภอศรีเชียงใหม่ ทันทีที่ได้รับแจ้งเหตุ เรือเอกเทิดศักดิ์ ผู้บังคับหมู่เรือจึงสั่งให้เรือ ล-128  เดินทางออกจากสถานีไปยังจุดปะทะ  เพื่อให้ความช่วยเหลือเรือ ล-123 อย่างเร่งด่วน ส่วนเรือ ล-123 เมื่อทราบว่ากำลังจะมีฝ่ายเดียวกันเข้ามาสมทบ จึงเลี้ยวกลับลำแล่นย้อนขึ้นไปทางด้านเหนือเพื่อทำการต่อสู้กับข้าศึก ครั้นถึงเวลาบ่ายโมง 15 นาที  เรือ ล-123  ผู้ควบคุมมองเห็นเรือ ล-128  แล่นออกมาทางร่องน้ำดอนแตงกับฝั่งไทย  เรือ ล-123  จึงแล่นเข้าสมทบเพื่อให้ฝ่ายเรามีอำนาจการยิงเพิ่มขึ้น จังหวะนี้เองที่เรือ ล-123 ถูกข้าศึกระดมยิงอย่างหนัก  กระสุนนัดหนึ่งพุ่งเข้าที่กลางแสกหน้าของพันจ่าตรีปรัศน์ซึ่งเป็นผู้ถือพังงาเรือ ทำให้เรือ ล-123 เสียการควบคุมและพุ่งหัวเข้าเกยตื้นอยู่ทางด้านใต้ของดอนแตงในลักษณะเกยหัวขึ้น เมื่อสถานการณ์บานปลายออกไป ผู้ควบคุมเรือ ล-128 จึงได้วิทยุรายงานไปยังสถานีเรือและแจ้งให้ทราบว่าจะพยายามให้ความช่วยเหลือเรือ ล-123 ในเบื้องต้นที่จะสามารถกระทำได้

     แต่ปฏิบัติการของเรือ ล-128 กลับถูกขัดขวางจากข้าศึกและสถานการณ์ของลูกนาวีไทยก็เหมือนจะคับขันอันตรายมากขึ้น เมื่อปรากฏรถถังของฝ่ายลาวจำนวน 4 คัน แล่นเข้ามาประชิดชายฝั่งหันป้อมปืนออกสู่แม่น้ำเล็งมายังฝั่งไทย ขณะเดียวกันเรือตรวจการณ์ตามลำน้ำของฝ่ายลาวอีก 3 ลำ  ได้แล่นในรูปขบวนเรียงตามกันมุ่งหน้าเข้าสู่บริเวณที่เป็นจุดปะทะ โดยมีระยะห่างระหว่างลำ 500 เมตร เรือตรวจการณ์ของฝ่ายลาวแล่นขนานกับชายฝั่งของตน โดยหันข้างให้กับเรือ ล-123 จากนั้นอาวุธจากเรือของฝ่ายลาว รวมทั้งปืนรถถังตลอดจนกำลังทหารราบที่อยู่บนชายฝั่งได้ระดมยิงเข้าใส่เรือตรวจการณ์ตามลำน้ำของฝ่ายไทยทั้งสองลำอย่างถี่ยิบ แม้จะตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบ แต่ลูกนาวีไทยบนเรือ ล-123 และ ล-128 ก็ยิงระดมต่อสู้กับข้าศึกอย่างสุดความสามารถ ขณะที่ผู้ควบคุมเรือแจ้งสถานการณ์คับขันไปยังหน่วยเหนือ โดยระบุว่าเป็นการสู้รบเต็มรูปแบบและเรือทั้งสองลำยังไม่สามารถถอนตัวออกไปได้ ครั้นถึงเวลาบ่ายโมงยี่สิบนาที ทหารนาวิกโยธินจากหน่วยเฉพาะกิจได้เคลื่อนกำลังเข้าประจำแนวบนฝั่งไทยและระดมยิงคุ้มกันให้แก่เรือทั้งสองลำ โดยมีเรือเอกประสาน  จันทร์รัศมี นายทหารของหมู่เรือ นปข. ทำหน้าที่นายทหารติดต่อระหว่างกำลังบนฝั่งกับเรือ ล-123 และ ล-128 สิบนาทีต่อมา เรือ ล-125 ออกเดินทางจากสถานีเรืออำเภอศรีเชียงใหม่เข้าสมทบกับเรือ ล-123 และ เรือ ล-128 โดยผู้ควบคุมเรือยอมเสี่ยงอันตรายแล่นฝ่ากระสุนเข้ามาทางร่องน้ำด้านในระหว่างดอนแตงกับฝั่งไทย ตลอดเวลานั้น เรือ ล-123 ซึ่งเกยตื้นอยู่พยายามที่จะแล่นถอยท้ายออกมา แต่ก็ยังไม่สำเร็จและยังคงถูกข้าศึกระดมยิงอย่างหนัก เรือ ล-123 พยายามยิงต่อสู้จนกระทั่งกระสุนของปืนทุกกระบอกที่อยู่บนเรือหมดลง ในที่สุดเมื่อถูกฝ่ายลาวระดมยิงหนักหน่วงมากขึ้นและการอยู่ในพื้นที่เปิดโล่งจะทำให้เกิดอันตรายและฝ่ายเราสูญเสียมากขึ้น เรือ ล-128 และเรือ ล-125 จึงตัดสินใจถอนตัวออกมาจากยุทธบริเวณ

     ครั้นถึงเวลาบ่ายสามโมงยี่สิบห้านาที ทหารนาวิกโยธินซึ่งวางกำลังสนับสนุนอยู่บนฝั่งไทยได้ตัดสินใจเคลื่อนกำลังข้ามไปยังดอนแตง เพื่อให้ความช่วยเหลือเรือ ล-123 แม้ในเบื้องต้น ฝ่ายเราจะยังไม่สามารถกู้เรือได้และต้องให้ความช่วยเหลือกำลังพลประจำเรือ ท่ามกลางสะเก็ดระเบิดจากการระดมยิงของปืนใหญ่ข้าศึกที่ปลิวว่อน แต่ทหารนาวิกโยธินก็สามารถช่วยเหลือกำลังพลประจำเรือ ล-123 ออกจากพื้นที่ปะทะได้ทั้งหมด คงเหลือเพียงศพของพันจ่าตรีปรัศน์  พงศ์สุวรรณ ซึ่งเสียชีวิตคาอยู่กับตำแหน่งถือท้ายพังงาเรือ เวลาบ่ายสามโมงสี่สิบนาที ทหารนาวิกโยธินพร้อมผู้บาดเจ็บทั้งหมดได้ถอนตัวออกจากดอนแตง โดยมีกระสุนของฝ่ายลาวไล่หลังไม่ขาดระยะ เวลาสี่โมงสิบห้านาที ทหารนาวิกโยธินได้ตรึงกำลังอยู่บนฝั่งไทยใกล้กับดอนแตง ส่วนผู้บาดเจ็บจากเรือ ล-123 และเรือ ล-128 ถูกส่งตัวไปยังโรงพยาบาลนครพนม เพื่อปฐมพยาบาลให้ความช่วยเหลือในเบื้องต้น ก่อนที่จะส่งตัวกลับทางเครื่องบินในวันรุ่งขึ้น จากการปะทะในระลอกแรก นอกเหนือจากพันจ่าตรีปรัศน์  พงศ์สุวรรณ   ซึ่งถูกยิงเสียชีวิต   ฝ่ายเราได้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ   3 นาย ได้แก่ จ่าเอกบัญญัติ  มากุล  จ่าปืนเรือ ล-123   ถูกกระสุนและสะเก็ดระเบิดที่แขนและที่ขา  ขณะทำการยิงตอบโต้กับฝ่ายลาวได้รับบาดเจ็บสาหัส จ่าเอกวิรัช อุดรวงศ์  จ่าปืนเรือ ล-128  ถูกยิงที่ขาทะลุได้รับบาดเจ็บสาหัสเช่นกัน
คงมีเพียงจ่าเอกคงฤทธิ์  ศรีสม จ่าช่างกลเรือ ล-128  เท่านั้นที่โชคดีกว่าใครเพื่อน เพราะกระสุนของฝ่ายลาวเฉี่ยวแก้มซ้ายได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย
ครั้นถึงเวลาห้าโมงสิบนาที ทหารลาวได้ระดมปืนซัลโวเข้าใส่เรือ ล-123  ซึ่งเกยตื้นอยู่บนดอนแตงอีกครั้งหนึ่ง หมายที่จะทำลายเรือให้พินาศ
ฝ่ายเราจึงขอรับการสนับสนุนเครื่องบินแบบ ที-28 ทำการโจมตีกดดันข้าศึก เมื่อเครื่องบินของฝ่ายเราปรากฏตัวขึ้น ทหารลาวจึงหยุดยิง ที-28 จึงออกจากยุทธบริเวณในเวลาใกล้ค่ำ เวลาหกโมงสิบห้านาที สถานการณ์ดูเหมือนจะยุติลงชั่วขณะ แต่ทั้งสองฝ่ายยังคงปักหลักคุมเชิงเฝ้าระวังอยู่อย่างเต็มที่ หน่วยปฏิบัติการตามลำน้ำโขงได้ส่งทหารนาวิกโยธินพร้อมอาวุธเข้าไปสมทบเพิ่มเติมกำลังอีกหนึ่งหมวด ขณะเดียวกันกองทัพภาคที่ 2 ส่วนหน้า ได้ส่งกำลังทหารราบพร้อมด้วยรถถัง 1 คัน รถสายพานลำเลียงติดตั้งปืน ค. 4.2 นิ้ว และกำลังตำรวจตระเวนชายแดนอีกหนึ่งหมวดเข้ามาให้การสนับสนุน ส่วนกำลังของฝ่ายลาวในรายงานของหน่วย นปข. เขต 1 นครพนม ระบุว่า ประกอบด้วยเรือตรวจการณ์ลำน้ำ 2 ลำ รถถัง 4 คัน ทหารราบวางกำลังตามชายฝั่ง 4 จุด สนับสนุนด้วยปืนใหญ่ขนาด 75 มิลลิเมตร ไม่ทราบจำนวนที่แน่ชัด โดยสายการบังคับบัญชาในช่วงเวลานั้น หน่วยปฏิบัติการตามลำน้ำโขงแม้จะเป็นกำลังของกองทัพเรือ แต่ก็ขึ้นตรงกับแม่ทัพภาคที่ 2 ดังนั้นในเวลาต่อมา ในคืนวันนั้นแม่ทัพภาค 2 จึงมีคำสั่งให้กำลังของทุกหน่วยที่อยู่ในพื้นที่ปะทะปฏิบัติภารกิจร่วมกันในการแย่งยึดเรือ นปข. กลับคืนมาให้ได้ รวมทั้งให้ปฏิบัติการทุกวิถีทางเพื่อสกัดกั้นป้องกันฝ่ายตรงข้ามส่งกำลังเข้ามายึดเรือ ล-123  หรือเคลื่อนย้ายเรือออกจากดอนแตง กรณีที่ผู้บังคับหน่วยในพื้นที่ต้องการจะ “ทำลายเรือ” เนื่องจากไม่สามารถกู้เรือกลับคืนมาได้ ให้ขออนุมัติทำลายไปยังหน่วยเหนือเสียก่อน ในคืนวันเดียวกัน กองทัพภาคที่ 2 ได้สั่งให้เพิ่มเติม “อาวุธหนัก” เข้าไปยังพื้นที่ ประกอบด้วยปืน ค. 2 กระบอก ปืนไร้แรงสะท้อน 2 กระบอก โดยตั้งฐานยิงที่บ้านโพนสา รวมทั้งยังมีคำสั่งให้ทหารราบอีก 1 กองร้อยพร้อมอยู่ในที่ตั้ง สามารถเคลื่อนย้ายกำลังได้ทันทีเมื่อได้รับคำสั่ง ครั้นถึงเวลาเที่ยงคืนครึ่ง กำลังทหารนาวิกโยธินอีกหนึ่งหมวดจากหน่วยปฏิบัติการตามลำน้ำโขงนครพนม ได้เดินทางมาสมทบกำลังส่วนแรก หลังจากนั้นในเวลาตีหนึ่งห้าสิบนาที กำลังทหารบกจากหน่วยผสมที่ 13 ได้เดินทางไปยังพื้นที่ปะทะ

     ครั้นถึงเวลาตีสี่ของวันที่ 18 พฤศจิกายน ฝ่ายเราตรวจพบความเคลื่อนไหวของข้าศึกในความมืด ลักษณะเหมือนพยายามที่จะเข้าใกล้ดอนแตงเพื่อยึดเรือหรือทำลายเรือ ผบ.ยุทธบริเวณจึงสั่งให้ใช้ปืน ค. ยิงกระสุนส่องสว่างและกระสุนระเบิดเพื่อเป็นฉากคุ้มกันไม่ให้ข้าศึกเข้าใกล้เรือ ล-123 ที่เกยตื้นอยู่บนดอนแตงได้อย่างที่ต้องการ เมื่อพระอาทิตย์ขึ้นพร้อม ๆ กับการปรากฏตัวของเครื่องบินกองทัพอากาศ ฝ่ายเราจึงส่งทหารนาวิกโยธินขึ้นไปบนดอนแตงเมื่อเวลาหกโมงครึ่ง แต่ขณะที่ทหารนาวิกโยธินคืบคลานเข้าไปใกล้เรือ ทหารลาวได้เปิดฉากระดมยิงสกัดกั้นอย่างหนักหน่วงรุนแรง ฝ่ายเราได้ตอบโต้ด้วยปืนไร้แรงสะท้อน ปืน ค. และปืนใหญ่รถถัง การปะทะดำเนินไปอย่างดุเดือด ก่อนที่ฝ่ายเราจะถูกยิงกดดันอย่างหนักจนต้องถอนตัวกลับออกมา โดยมีนาวิกโยธินได้รับบาดเจ็บหนึ่งนาย ครั้นถึงเวลาเก้าโมงสี่สิบห้านาที เครื่องบินของกองทัพอากาศได้เข้าโจมตีเรือรบลาวทั้งสองลำที่แล่นเข้ามาใกล้ดอนแตง สถานการณ์ส่อเค้าว่าจะยืดเยื้อและบานปลายมากยิ่งขึ้น แต่ขวัญกำลังของฝ่ายเรายังคงเต็มเปี่ยม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อพลเรือเอก “สงัด  ชะลออยู่” ผู้บัญชาการทหารสูงสุดและรักษาราชการผู้บัญชาการทหารเรือในขณะนั้นเดินทางไปยังแนวหน้า เพื่อติดตามสถานการณ์และอำนวยการปฏิบัติด้วยตนเอง เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ พลเรือเอกสงัด ชลออยู่  ได้ลั่นวาจาที่ตราตรึงอยู่ในหัวใจของลูกนาวีไทยมาจนทุกวันนี้ว่า “หากไม่ได้ศพคืน ต้องเพิ่มศพเข้าไป”


(พลเรือเอก สงัด ชลออยู่)

     ในเวลาสิบโมงสิบห้านาที ของวันที่ 18 พฤศจิกายน นาวิกโยธินของไทยได้พยายามที่จะกู้เรือและนำศพผู้เสียชีวิตกลับมาอีกครั้ง โดยนาวิกโยธินได้ขึ้นสู่หาดดอนแตง โดยมีทหาร 3 นาย ได้รับมอบหมายให้คืบคลานไปยังเรือ เพื่อนำศพพันจ่าตรีปรัศน์  พงศ์สุวรรณ ออกมาจากพังงาถือท้าย แต่ขณะที่นาวิกโยธินอยู่ห่างจากเรือ ล-123 ประมาณ 30 เมตร ทหารลาวได้กระทำการระดมยิงอย่างหนักหน่วงอีกครั้งหนึ่ง ฝ่ายเราจึงตอบโต้ด้วยอาวุธหนักและเครื่องบินที่เข้าโจมตีกดดันคุ้มกันให้แก่ปฏิบัติการของนาวิกโยธินที่อยู่บนดอน ในเวลาสิบโมงครึ่ง เรือตรวจการณ์ของฝ่ายลาวถอนตัวออกจากพื้นที่ปะทะหลังจากถูกระดมยิงด้วยปืนกลอากาศจากเครื่องบินฝ่ายไทย ส่วนทหารนาวิกโยธินมีผู้ได้รับบาดเจ็บหนึ่งนายคือ จ่าเอกพงษ์ศักดิ์ เกียรติชัย ถูกกระสุนที่ลำคอ เมื่อถึงตอนนั้น ฝ่ายเราประเมินสถานการณ์แล้วว่า ปฏิบัติการในเวลากลางวันคงไม่ได้ผล การนำศพผู้เสียชีวิตออกจากเรือจึงถูกกำหนดให้เป็นการปฏิบัติภารกิจในเวลากลางคืน เพื่ออาศัยความมืดเป็นฉากกำบัง ในการนี้ฝ่ายวางแผนได้กำหนดให้ใช้นักทำลายใต้น้ำจู่โจมหรือ “มนุษย์กบ” จากเกาะพระแทรกซึมเข้าไปยังพื้นที่เป้าหมาย ขณะที่ฝ่ายเรากำลังเตรียมการและรอคอยเวลาให้พระอาทิตย์ตกดิน ฝ่ายลาวได้ข่มขวัญกำลังของฝ่ายไทย โดยในเวลาบ่ายสองโมง มีเครื่องบินไอพ่นความเร็วสูงเครื่องหนึ่งบินผ่านดอนแตงในระยะค่อนข้างต่ำ เครื่องบินลำดังกล่าวมีทิศทางมาจากเวียงจันทร์มุ่งลงสู่ทิศใต้ และเมื่อถึงเวลาสี่โมงสี่สิบนาที ฝ่ายเราตรวจพบความเคลื่อนไหวของทหารลาวที่เพิ่มขึ้นอย่างผิดปกติ กล่าวคือมีเรือแอลซีวีพี. ซึ่งเป็นเรือระบายพลขนาดเล็ก 1 ลำ จอดอยู่บริเวณชายฝั่ง โดยมีเรือตรวจการณ์ลำน้ำขนาดใหญ่อีก 2 ลำ จอดอยู่ใกล้ ๆ ลักษณะเหมือนกับเรือแอลซีวีพี. จะถูกใช้ในการแล่นเข้าเกยหาดดอนแตง เพื่อส่งทหารขึ้นปฏิบัติการ ภายใต้การคุ้มกันของเรือขนาดใหญ่  2 ลำ นอกจากนี้ยังตรวจพบรถถังของฝ่ายลาวแล่นเข้ามาจอดตลอดแนวชายฝั่งตั้งแต่เขตบ้านโพนสาจนถึงบ้านกองนาง อย่างไรก็ตาม ฝ่ายลาวมิได้มีปฏิบัติการใด ๆ อย่างที่แสดงท่าทีออกมา ต่อมาเมื่อเวลาห้าโมงเย็น เฮลิคอปเตอร์ของกองทัพอากาศได้บินมารับหน่วยทำลายใต้น้ำจู่โจมหรือมนุษย์กบจำนวน 5 นาย จาก บก. หน่วย นปข. นครพนมไปยังพื้นที่เกิดเหตุ เพื่อเตรียมพร้อมขั้นสุดท้ายก่อนที่จะเริ่มปฏิบัติการในเวลากลางคืน
ครั้นถึงเวลาหกโมงสิบห้านาที เมื่อพระอาทิตย์ลับไปจากขอบฟ้า เครื่องบินตรวจการณ์ของกองทัพบกได้ยกเลิกภารกิจบินออกจากยุทธบริเวณ จนกระทั่งถึงเวลาสามทุ่มของวันที่ 19 พฤศจิกายน ปฏิบัติการกู้ศพและสำรวจเรือของฝ่ายเราจึงได้เริ่มต้นขึ้น มนุษย์กบทั้ง 5 นาย คุ้มกันด้วยนาวิกโยธิน 1 หมู่ ได้คืบคลานขึ้นสู่ดอนแตงและสามารถเข้าประชิดเรือได้สำเร็จ ขณะปฏิบัติภารกิจ ฝ่ายเราตรวจพบทหารลาวจำนวน 2-3 นาย ขึ้นมาอยู่บนอีกฝั่งหนึ่งของดอนแตงเช่นกัน  แต่เนื่องจากความมุ่งหมายของภารกิจในขณะนั้นคือการกู้ศพผู้เสียชีวิต   ฝ่ายเราจึงไม่ได้ดำเนินการใด ๆ กับหน่วยสอดแนมของฝ่ายลาวที่ตรวจพบ เรือเอกอนุวัฒน์ บุญธรรม ( ยศในขณะนั้น ) ซึ่งเป็นหัวหน้าทีมมนุษย์กบเปิดเผยในภายหลังว่า “ปฏิบัติการในครั้งนั้นเสร็จสิ้นเมื่อเวลาตีหนึ่งเศษ ๆ ฝ่ายเราสามารถนำผู้เสียชีวิตกลับออกมาได้ สภาพศพของพันจ่าปรัศน์ขณะที่เข้าไปพบอยู่ในลักษณะกึ่งนั่งกึ่งนอนหลังพิงพนัก เสียชีวิตอยู่ในห้องเรดาร์ มือขวากำไมค์วิทยุ มือซ้ายจับพังงาเรือ มีรอยกระสุนยิงที่กลางแสกหน้า ศพยังอยู่ในสภาพสวมหมวกเหล็กและเสื้อชูชีพ

     จากการสังเกตสภาพทั่วไปในความมืด เรือ ล-123  ตัวเรือยังเป็นปกติ แต่มีร่องรอยกระสุนเป็นจำนวนมาก หัวเรือเกยหาดขึ้นมาสูงกว่าด้านท้ายเรือ ซึ่งจมอยู่ในน้ำประมาณครึ่งฟุต คาดว่าการจะดึงให้ถอนตัวออกมาคงจะกระทำได้ยาก แม้จะกู้ศพผู้เสียชีวิตออกมาได้สำเร็จ แต่เรือ ล-123 ยังคงค้างอยู่บนดอนแตงในลักษณะเดิมอีกหลายวัน ก่อนที่สถานการณ์จะคลี่คลายลงเมื่อฝ่ายลาวยอมถอนกำลังกลับออกไปและเปิดโอกาสให้ฝ่ายเราเข้าไปกู้เรือกลับมาได้โดยไม่ทำการระดมยิงขัดขวางอีกต่อไป ในวันที่ 30 พฤศจิกายน ทหารนาวิกโยธินได้ขึ้นไปบนดอนแตงในเวลากลางวันและปฏิบัติการกู้เรือกลับมาจากจุดที่เกยตื้นได้สำเร็จ จากการตรวจสอบสภาพเรืออย่างละเอียดพบว่า เรือ ล-123 มีร่องรอยถูกกระสุนอาร์พีจี. 6 นัด กระสุนปืนรถถัง ปืนกลหนักและปืนเล็กเป็นจำนวนมาก ป้อมปืนขนาด .50 แท่นคู่บริเวณหัวเรือถูกกระสุนปืนรถถังฉีกขาด ฐานเสาอากาศและเครื่องส่งเรดาร์ถูกกระสุนทะลุ 13 รูใช้การไม่ได้ เครื่องยนต์ขวาถูกกระสุนทะลุ ทำให้เสื้อสูบแตก ห้องแคร็งน้ำมันหล่อทะลุใช้การไม่ได้ เสาวิทยุ เสาธง ไฟฉายประจำเรือถูกยิงเสียหายใช้การไม่ได้

     

@@  จบบันทึก คุณ วิพันธุ์  เท่านี้ครับ

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here